เช้าวันนี้ MAJOR มูลค่าสูงสุด 58.80 ลบ.ราคาเฉลี่ย 14.70 บริษัท/หุ้น

ปิดตลาดหลักทรัพย์ไทยเช้าวันนี้ พบมีการซื้อขายบิ๊กล็อต 8 หลักทรัพย์ 8 รายการ เจอ MAJOR มีมูลค่าสูงสุด 58.80 ล้านบาท ราคาเฉลี่ยหุ้นละ 14.70 บาท
รายงานหลังปิดทำการซื้อขายหลักทรัพย์ของตลาดหุ้นแห่งประเทศไทยวันนี้ พบว่ามีการทำรายการซื้อขายหลักทรัพย์บนกระดานใหญ่ (BIG LOT) จำนวน 8 หลักทรัพย์ 8 รายการ ดังต่อไปนี้

หลักทรัพย์ รายการ จำนวนหุ้น ค่า ราคาเฉลี่ย ราคาพาร์

(พันบาท) (บาท)

MAJOR 1 4,000,000 58,800.00 14.70 1.00
KCE 1 2,500,000 36,000.00 14.40 0.50
BEM 1 4,000,000 34,400.00 8.60 1.00
CPALL 1 165,300 10,599.86 64.12 1.00
VGI 1 1,500,000 10,125.00 6.75 0.10
CPF 1 300,000 7,800.00 26.00 1.00
PTT13P2009A 1 15,000,000 6,412.50 0.43 0.00
KTC 1 100,000 3,225.00 32.25 1.00

หมายเหตุ: รวมตลาด MAI ด้วย
ที่มา: ตลาดค้าหุ้นแห่งประเทศไทย

 

ที่มา.. ryt9

MACQ ออก DW อ้างอิง AOT,TU,AWC,BDMS,IRPC,KTB,KTC,MINT,ADVANC,STA จ่อเทรดพรุ่งนี้

ที่ทำการคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) เผยออกมาว่า บล.แมคควอรี (เมืองไทย) หรือ MACQ จะเสนอขายใบแสดงหลักฐานแสดงสิทธิอนุพันธ์ (DW) ปริมาณ 10 หลักทรัพย์ อ้างอิง บมจ.ท่า อากาศยานไทย (AOT), บมจ.ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป (TU), บมจ.แอสเสท เวิรด์ คอร์ป (AWC), บมจ.กรุงเทพดุสิตเวชการ (BDMS), บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC), แบงค์กรุงไทย (KTB), บมจ.บัตรกรุงไทย (KTC), บมจ.ไมเนอร์ อินเตอร์ เนชั่นแนล (MINT), บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (ADVANC) และก็บมจ.ศรีตรังแอโกรอินดัสทรี (STA)

โดยจะ ทำค้าขายวันแรกในตลาดค้าหุ้นในวันที่ 16 เดือนเมษายน 2563

ดังนี้ เป็นการเสนอขาย DW ชนิดสิทธิสำหรับเพื่อการซื้อ(Call Warrant) รวมทั้งจำพวกสิทธิสำหรับในการขาย(Put Warrant) ใช้รายละเอียด DW ดังต่อไปนี้

บล.แมคควอรี (เมืองไทย) ยังไม่เคยได้รับการจัดชั้นความน่าไว้วางใจจากสถาบันการจัดชั้นความน่า เชื่อมั่นใดๆแต่ผู้ค้ำประกันการจ่ายและชำระหนี้ตามหลักฐานแสดงสิทธิอนุพันธ์เป็น Macquarie Financial Holdings PTY Limited ตั้งอยู่ที่ประเทศออสเตรเลีย ได้รับการจัดชั้นความเชื่อได้ในระดับ A-(tha) โดย Fitch ตอนวันที่ 10 เดือนกรกฎาคม2562

 

แหล่งที่มา.. ryt9

บล กสิกรไทยคาด SET อาทิตย์หน้าแกว่งตัว 1,185 – 1,250 จุด ติดตามเหตุการณ์โควิดทั้งใน-ตปท.จำนวนศก.สหรัฐแล้วก็จีน

บล กสิกรไทย จำกัด เห็นว่า ดัชนีตลาดหุ้นไทยสำหรับอาทิตย์ต่อไป (13-17 เม.ย.) มีแนวรับที่ 1,200 แล้วก็ 1,185 จุด เวลาที่แนวต้านทานอยู่ที่ 1,240 แล้วก็ 1,250 จุด เป็นลำดับ

โดยปัจจัยหลักที่จะต้องติดตาม ยกตัวอย่างเช่น เหตุการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ทั้งยังในและก็เมืองนอก รวมทั้งมาตรการทุเลาผลพวงเหตุการณ์เชื้อไวรัสโควิด-19 ของประเทศต่างๆ

ส่วนข้อมูลเศรษฐกิจสหรัฐอเมริกา ที่สำคัญ ดังเช่น ยอดขายปลีก ผลิตผลภาคอุตสาหกรรม รวมทั้งข้อมูลการเริ่มก่อสร้างบ้านเดือนมี.ค. ในช่วงเวลาที่ ต้นเหตุเมืองนอกที่สำคัญอื่นๆตัวอย่างเช่น จำนวนจีดีพีไตรมาส 1/63 แล้วก็ข้อมูลเศรษฐกิจเดือนมี.ค.ของจีน รวมทั้งดรรชนีราคาผู้ซื้อเดือนมี.ค.ของยูโรโซน

 

แหล่งที่มา.. ryt9

EPCO ยันมีเงินเพียงพอจ่ายดอกหุ้นกู้ พร้อมวางเป้ารายได้ปีนี้โต 30% ลุยลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลมในเวียดนามเพิ่ม

นายยุทธ ชินสุภัคกุล ประธานกรรมการ บมจ.สำนักพิมพ์ทิศตะวันออก ( EPCO ) เผยกับ”อินโฟเควสท์“ว่า บริษัทจัดเตรียมวงเงินในการจ่ายดอกหุ้นกู้ตามที่มีการกำหนดภายหลังได้เสนอขายไปในตอนปี 62

EPCO ตัวอย่างเช่น หุ้นกู้ มูลค่าไม่เกิน 500 ล้านบาท อายุ 1 ปี 9 เดือน อัตราค่าดอกเบี้ยคงเดิม 5.75% ต่อปี ที่เสนอขายไปเมื่อเดือน มิ.ย.62 รวมทั้งหุ้นกู้ ราคาไม่เกิน 500 ล้านบาท อายุ 1 ปี อัตราค่าดอกเบี้ยคงเดิม 5.25% เสนอขายไปเมื่อเดือนเดือนกันยายน62 ซึ่งจะถึงกำหนดไถ่คืนในปีนี้

ตอนที่ปัจจุบันทางธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้ตั้งกองทุนเสริมสภาพคล่องตลาดตราสารหนี้ภาคเอกชน (ที่ปรึกษาความงามสเอฟ) ภายใต้วงเงิน 400,000 ล้านบาท เพื่อช่วยทำให้บริษัทลงทะเบียน (บจังหวัด) สามารถนำเงินไปจ่ายคืนหนี้สิน หรือยืดอายุตราสารหนี้สินได้ นับว่าเป็นมาตรการพิเศษที่จะเข้ามารองรับ ซึ่งบริษัทก็เข้าขั้นที่ระบุ โดยมีชั้นความน่าวางใจของผู้ออกหุ้นกู้ที่ BBB- ซึ่งจะเป็นส่วนหนึ่งส่วนใดที่ช่วยสร้างความเชื่อมั่นให้กับผู้ถือหุ้นกู้ทั้งคู่ชุด

ด้านกลยุทธ์ปฏิบัติการในปีนี้ บริษัทวางเป้ารายได้จะเติบโต 30% จากปีกลายที่มีรายได้อยู่ที่ 2,494.12 ล้านบาท ตามการรับทราบการจำหน่ายกระแสไฟฟ้าเชิงการค้า (COD) รวม 450 เมกะวัตต์ เวลาเดียวกันก็ตระเตรียม COD โรงไฟฟ้าพลังงานจากแสงอาทิตย์ที่ญี่ปุ่น เพิ่มเติม 2-3 เมกะวัตต์ในปีนี้

ส่วนแผนการโรงไฟฟ้าพลังงานจากแสงอาทิตย์ ที่จังหวัดฟูเยี้ยน สาธารณรัฐสังคมนิยมเวียดนาม XT1 – XT2 ปริมาณ 2 โครงงาน ขนาดกำลังในการผลิตรวม 99.216 เมกะวัตต์ บริษัทได้ดำเนินงานขายโรงไฟฟ้าดังที่ได้กล่าวผ่านมาแล้วไปแล้วตั้งแต่ไตรมาส 4/62 รวมทั้งบันทึกเป็นผลกำไรพิเศษจากวิธีขายโรงไฟฟ้าเข้ามาแล้ว ปริมาณ 543.01 ล้านบาท

โดยเวลานี้ก็อยู่ระหว่างเรียนลงทุนโรงไฟฟ้าพลังงานลม ในประเทศเวียดนามต่อ ปริมาณ 2 โครงงาน แบ่งเป็น กำลังในการผลิต 200 เมกะวัตต์ แล้วก็ 172 เมกะวัตต์ คาดว่าน่าจะมองเห็นความกระจ่างแจ้งได้ในเร็วๆนี้

นอกเหนือจากนี้ บริษัทได้หันมาดำเนินธุรกิจบรรจุภัณฑ์เพื่อทดแทนธุรกิจงานพิมพ์ที่ปรับพฤติกรรมลดน้อยลงตลอด โดยคาดจะเริ่มรับออเดอร์ผลิตกล่องให้กับเคอร์รี่ในอาทิตย์หน้า รวมทั้งยังมีออเดอร์สำหรับธุรกิจห้องอาหาร รวมทั้งเครื่องดื่มอีกเป็นจำนวนมาก ซึ่งบริษัทเห็นว่าธุรกิจดังที่ได้กล่าวมาแล้วข้างต้นคงจะมองเห็นการเจริญเติบโตอย่างเป็นจริงเป็นจังได้ในอนาคต

 

แหล่งที่มา.. ryt9

TMBAM Eastspring ประกาศชำระเงินคืนงวดที่ 2 เพื่อเสริมสภาพคล่องให้แก่ผู้ถือหน่วยลงทุน

บลจ.ทหารไทย ( TMBAM Eastspring ) พร้อมจ่ายเงินคืนครั้งที่ 2 แก่ผู้ถือหน่วยลงทุนในวันที่ 10 เดือนเมษายน 2563 ในกองทุนตราสารหนี้สินที่ได้ประกาศยกเลิกแผนการในช่วงปลายมี.ค.ก่อนหน้าที่ผ่านมา มี กองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัส และก็กองทุนเปิดทหารไทย ธนกว้างใหญ่ไพศาล กองทุนเปิดทหารไทย ธนเพิ่มพูน รวมทั้งกองทุนเปิดทหารไทย ธนไพบูลย์ ซึ่งบริษัทฯ มีความมุ่งมั่นให้การชำระเงินคืนเป็นได้เร็วและก็สร้างค่าเงินทุนโดยรวมให้เยอะที่สุด โดยกรรมวิธีการถัดจากนี้เป็นการจ่ายบัญชีกองทุนซึ่งมีขั้นตอนของแนวทางการขายทรัพย์สินที่พวกเราจะปฏิบัติงานให้ยุติธรรมและก็กำเนิดคุณประโยชน์สูงสุดต่อนักลงทุน

ในการชำระเงินในครั้งที่ 2 นี้ บริษัทฯ มีเจตนาเพื่อเสริมเติมสภาพคล่องให้ผู้ถือหน่วยลงทุนเป็นหลักโดยยิ่งไปกว่านั้นในตอนที่วิกฤติการณ์ COVID-19 โดยเงินที่นำจ่ายเกิดขึ้นได้เนื่องมาจากรายได้ดอกรวมทั้งตราสารที่ครบอายุ ซึ่งกองทุนเปิดทหารไทย ธนพลัสจะปฏิบัติงานชำระเงินคืนที่ 0.3652 บาท/หน่วยแล้วก็เมื่อรวมการชำระเงินทีแรกในวันที่ 30 เดือนมีนาคม 63 จะมียอดสุทธิทั้งมวล 1.4608 บาท/หน่วย ธนกว้างใหญ่ ชำระเงินคืนที่ 0.6315 บาท/หน่วยรวมทั้งเมื่อรวมการชำระเงินทีแรกจะมีผลรวมทั้งปวง 1.5156 บาท/หน่วย สำหรับ ธนพอกพูน ชำระเงินคืนที่ 0.2000 บาท/หน่วย และก็เมื่อรวมการชำระเงินคราวแรกจะมีผลรวมทั้งหมดทั้งปวง 0.6163 บาท/หน่วย รวมทั้งธนไพบูลย์ ชำระเงินคืนที่ 0.4000 บาท/หน่วยและก็เมื่อรวมการชำระเงินคราวแรกจะมียอดสุทธิทั้งปวง 1.2911/หน่วย

คุณบุญชัย เกียรติธนาวิทย์ รักษาการกรรมการผู้จัดการ TMBAM Eastspring
ได้ให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า หลังจากการจ่ายเงินครั้งลำดับที่สองนี้
พวกเราจะเข้าสู่ขั้นตอนของการจ่ายบัญชีและก็ขายทรัพย์สินข้างใน 90 วัน
ซึ่งบางทีอาจขอเพิ่มเวลากับที่ทำการ คณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ ได้ตามสมควร บริษัทฯ ขอให้ความแน่ใจว่าตราสารหนี้สินที่มีอยู่ในพอร์ตการลงทุนทั้งผองของทั้งคู่กองทุนเป็นตราสารหนี้สินที่มีคุณภาพสูงที่อยู่ในระดับซึ่งสามารถลงทุนได้
(Investment Grade) นอกเหนือจากนั้น มาตรการของธนาคารแห่งประเทศไทย แล้วก็ตลาดต่างประเทศที่มีทิศทางคลี่คลาย
ก็เลยน่าเชื่อถือว่าการทยอยขายทรัพย์สินในราคาเที่ยงธรรมจะไม่ยากกระทั่งเกินความจำเป็น

บริษัทฯ ยังได้แต่ง บริษัท
ที่มีความเข้าใจระดับนานาชาติและก็ในประเทศเพื่อคำแนะสำหรับในการทำการขายทรัพย์สินแล้วก็กลยุทธ์จ่ายบัญชี
โดยหลักการสำคัญมีการจัดการบนฐานรากที่มีเหตุผลในทางธุรกิจโดยนึกถึงภาวะตลาดตอนนี้
การจัดสรรที่เที่ยงธรรม ฯลฯ สร้างเสริมขั้นตอนจ่ายบัญชีมีให้มีการควบคุมดูแลที่อดทนมีการติดตามตรวจทานอย่างสม่ำเสมอโดยอยู่ภายใต้ความรับผิดชอบของข้างพิจารณาและก็บริหารการเสี่ยงที่มีอิสรภาพ
เพื่ออีกทั้งขั้นตอนเป็นไปเช่นมือโปร ถ้วนถี่ กระจ่างแล้วก็โปร่งใส ผู้ถือหน่วยลงทุนสามารถมั่นอกมั่นใจได้ว่าจะได้รับความปกป้องอย่างเป็นธรรมแล้วก็สมควร ดังนี้ บริษัทฯจะปฏิบัติงานแจ้งข่าวสารความก้าวหน้าต่างๆที่มีให้นักลงทุนได้รู้โดยตลอดถัดไป

 

แหล่งที่มา.. ryt9

SET index ปิดที่ 1,125.86 จุด ลดลง 16% จากเดือนกุมภาพันธ์

ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย SET Index ปิดที่ 1,125.86 จุด ลดลง 16% จากเดือนกุมภาพันธ์ อย่างไรก็ดี

มูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai อยู่ที่ 71,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8% จากค่าเฉลี่ยทั้งปี 2562 ด้านผู้ลงทุนต่างชาติมีสถานะขายสุทธิ 78,363 ล้านบาทในตลาดหลักทรัพย์ไทย โดยเป็นไปในทิศทางเดียวกับตลาดในเอเชีย

นายศรพล ตุลยะเสถียร รองผู้จัดการ หัวหน้าสายงานวางแผนกลยุทธ์องค์กร ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เปิดเผยว่า ในเดือนมีนาคม 2563 ตลาดหลักทรัพย์ไทยได้รับผลกระทบจากการระบาดของ COVID-19 ที่รุนแรงขึ้นจากเดือนก่อนเช่นเดียวกับตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก อย่างไรก็ตาม SET Index ในเดือนมีนาคมปรับตัวลดลงน้อยกว่าตลาดส่วนใหญ่ในอาเซียน เนื่องจากหลายธุรกิจปรับตัวรับกับสถานการณ์ได้ดี โดยเฉพาะธุรกิจผู้ให้บริการเครือข่ายโทรคมนาคม ธุรกิจสินค้าอุปโภคบริโภคและอาหาร ตลอดจนธุรกิจค้าปลีกและบริการทางการแพทย์ ซึ่งสะท้อนให้เห็นในดัชนีของกลุ่มอุตสาหกรรมดังกล่าวปรับตัวลดลงน้อยกว่าSET Index ทั้งนี้ ปัจจัยที่ต้องติดตามในระยะต่อไป นอกจากประสิทธิภาพในการควบคุมการระบาดแล้ว ผู้ลงทุนควรให้ความสำคัญกับความขัดแย้งระหว่างประเทศที่กระทบราคาน้ำมัน การปรับตัวของธุรกิจต่างๆ โดยเฉพาะการรองรับรูปแบบและปริมาณความต้องการภายในประเทศที่เปลี่ยนแปลงไป ตลอดจนมาตรการของรัฐด้านการเงินและการคลังเพื่อการประคับประคองเศรษฐกิจในระยะนี้

ภาวะตลาดหลักทรัพย์ไทย

ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ไทย (SET Index) ณ สิ้นเดือนมีนาคมปี 2563 ปิดที่ 1,125.86 จุด ลดลง 28.7% จากสิ้นปีก่อน และ 16% จากสิ้นเดือนก่อนหน้าโดย กลุ่มเทคโนโลยี กลุ่มสินค้าอุปโภคบริโภค

กลุ่มเกษตรและอุตสาหกรรมอาหาร และกลุ่มบริการ ลดลงน้อยกว่า SET Indexในเดือนมีนาคม 2563 ผู้ลงทุนต่างชาติขายสุทธิในตลาดหลักทรัพย์ไทย 78,363 ล้านบาทมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันรวมของ SET และ mai

ในเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ 71,714 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 34.8% จากค่าเฉลี่ยทั้งปี 2562Forward และ Historical P/E ของตลาดหลักทรัพย์ไทย ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 13.4 เท่า และ 13.0 เท่าตามลำดับ

สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่ระดับ 11.3 เท่า และ 12.8 เท่าตามลำดับอัตราเงินปันผลตอบแทน ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ระดับ 4.5% สูงกว่าค่าเฉลี่ยของตลาดหลักทรัพย์ในเอเชียซึ่งอยู่ที่

3.6%มูลค่าหลักทรัพย์ตามราคาตลาดรวมของ SET และ mai ณ สิ้นเดือนมีนาคม 2563 อยู่ที่ 12.3 ล้านล้านบาท ลดลง 27.7% จากสิ้นปี 2562ในไตรมาสแรกของปี 2563 มูลค่าการระดมทุนครั้งแรก (IPO) ของไทยอยู่ที่

ระดับ 56,127 ล้านบาท ในขณะที่การเสนอขายหุ้นเพิ่มทุน (SPO) มีมูลค่ารวม 67,592 ล้านบาท

ภาวะตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้า

ในเดือนมีนาคม 2563 ตลาดสัญญาซื้อขายล่วงหน้ามีปริมาณการซื้อขายเฉลี่ยต่อวัน 754,133 สัญญา ซึ่งเพิ่มขึ้น 40% จากเดือนก่อน

 

แหล่งที่มา.. ryt9

SCC เปิดเผย เอสซีจี แพคเกจจิ้ง เข้าเทคฯ บจังหวัดธุรกิจบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำในตลาดหุ้นเวียดนาม

บมจ.ปูนซิเมนต์ไทย (SCC) เผยออกมาว่า บมจ.เอสซีจี แพคเกจจิ้ง (SCGP)ซึ่งเป็นบริษัทย่อยของ SCC อยู่ระหว่างปฏิบัติการซื้อหุ้นสามัญในรูปทรงข้างมากของ Bien Hoa Packaging Joint Stock Company (SOVI) โดยลงทุนผ่าน บริษัท กรุ๊ปไทยบรรจุภัณฑ์ จำกัด (TCG) ซึ่งเป็นบริษัทย่อยที่มีหุ้นโดย SCGP แล้วก็ Rengo Company Limited ญี่ปุ่น ในรูปร่างปริมาณร้อยละ 70:30 เป็นลำดับ

การเข้าซื้อหุ้น SOVI ซึ่งเป็นบริษัทลงทะเบียนในตลาดค้าหุ้นนครโฮจิมินห์(Ho Chi Minh Stock Exchange :HOSE) จะต้องกระทำตามข้อบังคับหลักทรัพย์และก็กฎต่างๆที่ State Securities Commission of Vietnam และก็ HOSE ระบุ

โดยที่ TCG จะส่งหนังสือแจ้งเจตนาสำหรับเพื่อการซื้อหุ้นให้แก่คณะกรรมการของ SOVI เพื่อเสนอให้ห้องประชุมผู้ถือหุ้น SOVI พินิจอนุมัติการเข้าซื้อหุ้นที่มีรูปทรงมากยิ่งกว่า 25%

โดยไม่ต้องทำคำเสนอซื้อกิจการค้า (Mandatory Tender Offer) และก็หลังจากห้องประชุมผู้ถือหุ้น SOVI อนุมัติการซื้อหุ้นดังที่กล่าวถึงแล้วแล้ว TCG รวมทั้ง/หรือบริษัทย่อยที่ตั้งขึ้นใหม่ของ TCG จะสนทนาข้อตกลงซื้อหุ้น SOVI กับผู้ถือหุ้นที่พึงพอใจขายหุ้น และก็กระทำตามข้อจำกัดต่างๆของข้อตกลงก่อนที่จะปฏิบัติการซื้อหุ้นตามกฎระเบียบที่เกี่ยวพันถัดไป

SOVI เป็นผู้สร้างชั้นแนวหน้าในด้านบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำจากเยื่อและก็กระดาษ (Fiber-based packaging) มีกำลังในการผลิตกล่องกระดาษลูกที่นอน 90,000 ตันต่อปีและก็มีก ลังการสร้างกล่องลามิเนท (Offset Laminated Packaging) 10,000 ตันต่อปี มีโรงงาน 3 ที่ใกล้นครโฮจิมินห์และก็มีลูกค้าหลักเป็นบริษัทต่างชาติขนาดใหญ่ที่อยู่ในกรุ๊ปผลิตภัณฑ์ชนิดอุปโภคบริโภค

ในปี 62 SOVI มีรายได้ราวๆ 1,703 พันล้านดอง (ราว 73 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราวๆ 2,350 ล้านบาท) มีกำไรทั้งสิ้นข้างหลังหักภาษีโดยประมาณ 141 พันล้านดอง (โดยประมาณ 6 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือโดยประมาณ 195 ล้านบาท) รวมทั้งมีทรัพย์สิน 905 พันล้านดอง (ราว 39 ล้านดอลลาร์สหรัฐ หรือราว 1,249 ล้านบาท)

SCGP เป็นหัวหน้าด้านการให้บริการบรรจุภัณฑ์ครบวงจรที่ใหญ่ที่สุดในอาเซียน พรีเซนเทชั่นบริการบรรจุภัณฑ์เยื่อรวมทั้งกระดาษ บรรจุภัณฑ์จากอุปกรณ์ประสิทธิภาพสูงรวมทั้งพอลิเมอร์(Performance & Polymer packaging) และก็บริการบรรจุภัณฑ์ที่นานาประการอื่นๆมีฐานการสร้างรวมกว่า 40 ที่ในเวียดนาม อินโดนีเซีย มาเลเซีย ฟิ ลิปปินส์แล้วก็ไทย การลงทุนนี้เป็นส่วนหนึ่งส่วนใดของแนวทางขยายกิจการปลายน้ำในอาเซียนเพื่อมุ่งสู่การเป็นหัวหน้าด้านบรรจุภัณฑ์ครบวงจรในภูมิภาคอย่างยั่งยืนของ SCGP ซึ่งธุรกรรมนี้จะช่วยสร้างเสริมความแข็งแกร่งของ SCGP ให้มากขึ้นด้วยการบูรณาการธุรกิจข้างในเวียดนามแล้วก็เพิ่มฐานลูกค้าที่เชื่อมโยงถึงผู้ซื้อซึ่งมีการเติบโตสูง

การลงทุนนี้เป็นการเน้นความขมักเขม้นของ SCGP สำหรับเพื่อการตอบโจทย์ความต้องการของผู้ซื้อในเวียดนามที่เพิ่มสูงมากขึ้นโดยตลอด แล้วก็ทำให้ SCGP มีก ลังการสร้างบรรจุภัณฑ์ปลายน้ำจากเยื่อรวมทั้งกระดาษในเวียดนามมากขึ้นเท่าตัว นอกจากนี้ยังสร้างเสริมความแข็งแกร่งในฐานะหัวหน้าด้านบรรจุภัณฑ์เพื่อคนซื้อแบบครบวงจรอีกทั้งในเวียดนามรวมทั้งอาเซียน

ดังนี้ จากเหตุการณ์การแพร่ระบาดของโรคติดเชื้อเชื้อไวรัสวัวโรท้องนา (วัววิด-19) รวมทั้งความเปลี่ยนแปลงของตลาดอีกทั้งภายในประเทศรวมทั้งต่างถิ่น SCGP ได้ติดตามเหตุการณ์ต่างๆอย่างใกล้ชิดตลอดและก็พินิจจังหวะการลงทุนที่ส คัญอย่างมากนี้อย่างละเอียดถี่ถ้วนแล้ว โดยมีความเชื่อมั่นว่าการลงทุนนี้จะช่วยสนับสนุนวิธีการการเจริญเติบโตทางธุรกิจ และก็จะเป็นฐานรากสำคัญในการปรับปรุงธุรกิจบรรจุภัณฑ์สำหรับผู้ใช้อย่างครบวงจรให้เติบโตในระยะยาว

 

แหล่งที่มา.. ryt9

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กร PRIN ที่ระดับ BBB- แนวโน้ม

ทริสเรทติ้ง คงอันดับเครดิตองค์กรของ บมจ.ปริญสิริ (PRIN) ที่ระดับ BBB- ด้วยแนวโน้มอันดับเครดิต Stable หรือ คงเดิม โดยชั้นเครดิตสะท้อนถึงฐานรายได้ของบริษัทที่มีขนาดเล็ก ภาระหน้าที่หนี้สินระดับปานกลาง และก็ความรู้ความเข้าใจสำหรับการได้กำไรที่อยู่ในระดับเป็นที่ยอมรับได้ ชั้นเครดิตยังนึกถึงความปรารถนาที่พักอาศัยที่ชะลอตัวสาเหตุจากความกลุ้มอกกลุ้มใจต่อภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ความเคร่งครัดสำหรับการปลดปล่อยสินเชื่อตามแผนการธนาคารพาณิชย์ ตลอดจนกฏเกณฑ์การดูแลดูแลสินเชื่อเพื่อที่อยู่ที่อาศัยกฏเกณฑ์ใหม่ของธนาคารชาติ (ธนาคารแห่งประเทศไทย)

ประเด็นหลักที่กำหนดอันดับเครดิต

ฐานรายได้มีขนาดออกจะเล็กรวมทั้งกลุ่มตลาดที่ค่อนข้างจำกัด

บริษัทมีขนาดเล็กกว่าบริษัทปรับปรุงอสังหาริมทรัพย์จำนวนมากที่ได้รับการจัดชั้นเครดิตโดย ทริสเรทติ้ง ในทางของรายได้ รายได้ของบริษัทอยู่ที่ 1.79 พันล้านบาท ในปี 2562 ต่ำลง 28% เทียบกับปีกลาย คิดเป็นชั้นที่ 21 จาก 22 บริษัทที่ได้รับการจัดชั้นเครดิตโดยทริสเรทติ้ง รายได้ของบริษัทน้อยกว่าที่พวกเราคาดคะเน มูลเหตุหลักเนื่องจากการเปิดแผนการน้อยเนื่องจากว่ามีความรู้สึกวิตกกังวลเกี่ยวกับผลพวงแง่ลบจากกฏเกณฑ์การดูแลดูแลสินเชื่อเพื่อที่พักอาศัยกฏเกณฑ์ใหม่ของ ธนาคารแห่งประเทศไทย ที่ใช้เมื่อม.ย. 2562 ทั้งภาวะเศรษฐกิจที่ซบเซา ในปี 2562 บริษัทเปิดขายเพียงแต่โครงงานแนวขนาน 2 โครงงาน และก็โครงงานห้องชุดอาคารเตี้ยขนาดเล็ก 2 โครงงาน ค่ารวม 1.5 พันล้านบาทซึ่งน้อยกว่าที่คาดว่าจะเปิดขายโดยประมาณ 3.5 พันล้านบาท

ทั้งยังจำพวกของผลิตภัณฑ์แล้วก็กรุ๊ปตลาดวัตถุประสงค์อยู่ในระดับราคาค่อนข้างจะจำกัด บริษัทย้ำการพัฒนาโครงงาน หมู่บ้านจัดสรรชนิดบ้านเดี่ยว บ้านฝาแฝด ทาวน์เฮ้าส์ และก็อาคารชุดอาคารเตี้ยที่ระดับราคา 2 ล้านบาทถึง 6 ล้านบาท ณ ธ.ค. 2562 บริษัทมีโครงงานเหลือขายปริมาณ 19 แผนการ ค่าเหลือขายราว 6.1 พันล้านบาท คร่าวๆ 57% เป็นโครงงานบ้านเดี่ยวและก็บ้านฝาแฝด เวลาที่ราว 17% เป็นโครงงานทาวน์เฮ้าส์ รวมทั้งอีก 26% เป็นแผนการอาคารชุด ในปี 2563 บริษัทมีแผนในการจะเปิดตัวแผนการแนวระดับ 3 โครงงานซึ่งมีมูลค่าราวๆ 2.8 พันล้านบาท ทริสเรทติ้งคาดว่ารายได้ของบริษัทจะอยู่ในตอน 2.0-2.4 พันล้านบาทต่อปีในตอน 2-3 ปีด้านหน้า

ภาระหน้าที่หนี้สินระดับปานกลาง

ทริสเรทติ้งคาดว่าบริษัทจะสามารถคงจะภาระหน้าที่หนี้สินที่ระดับปานกลางไว้ได้ อัตราส่วนหนี้ด้านการเงินต่อเงินลงทุนของบริษัทคาดว่าจะอยู่ที่ระดับค่อนข้างต่ำกว่า 50% ในระยะสั้นถึงปานกลางเนื่องมาจากบริษัทมีแผนเปิดโครงงานห้องชุดอาคารเตี้ยและก็โครงงานแนวระดับซึ่งมีความต้องการเงินลงทุนน้อยกว่าโครงงานอาคารชุดอาคารสูง ทั้งยัง บริษัทได้ขายสิทธิการเช่าช่วงเวลา 30 ปีของโครงงานเพลิดเพลินนารี่มอลล์ให้แก่บริษัทเงินทุนหลักทรัพย์เพื่อการลงทุนในสิทธิการเช่าอสังหาริมทรัพย์ บัวหลวง เค.อี.รีเทล (BKER REIT) ซึ่งทริสเรทติ้หาองว่าได้ผลบวกกับบริษัทเหตุเพราะบริษัทไม่ต้องแบกภาระขาดทุนจากการปฏิบัติงานแล้วก็เงินลงทุนการคลังจากแผนการคอมมูนิตี้มอลล์อีกต่อไป โดยค่าการค้าขาย 700 ล้านบาทได้นำไปคืนหนี้สินปริมาณ 331 ล้านบาทและก็ซื้อที่ดินสำหรับปรับปรุงแผนการใหม่

อัตราส่วนหนี้ทางด้านการเงินต่อเงินลงทุนของบริษัท ณ ธ.ค. 2562 อยู่ที่ระดับ 44.7% ระดับเดียวกับปีกลายแล้วก็ต่ำลงจากระดับสูงสุดที่ 60% ในปี 2557 ภายใต้ข้อสมมติของทริสเรทติ้ง คาดว่าอัตราส่วนหนี้ทางด้านการเงินต่อเงินลงทุนจะอยู่ในตอน 45%-46% ตลอดตอน 2-3 ปีด้านหน้า โดยอิงจากการที่บริษัทจะซื้อที่ดินใหม่ 500 ล้านบาทต่อปีแล้วก็มีแผนการเปิดโครงงานราคา 2.5-3.0 พันล้านบาทต่อปี

 

แหล่งที่มา.. ryt9

ASK ยกเลิกแผนเพิ่มทุนหลังราคาหุ้นตกตลอดรับพิษเศรษฐกิจชะลอตัว-ไวรัสระบาด

บมจ.เอเซียเสริมกิจลีสซิ่ง (ASK) แจ้งว่าที่สัมมนาคณะกรรมการบริษัทในวันนี้ อนุมัติยกเลิกความเห็นชอบที่เกี่ยวพันกับการเพิ่มทุนสำหรับจดทะเบียน การออกรวมทั้งเสนอขายหุ้นสามัญเพิ่มทุนของบริษัท การขอผ่อนผันวิธีการทำคำเสนอซื้อหลักทรัพย์ทั้งปวงของธุรกิจโดยอาศัยความเห็นชอบห้องประชุมผู้ถือหุ้น (Whitewash) รวมทั้งวิธีการทำรายการที่เกี่ยวเนื่องกัน ในความเห็นข้อที่ 5, 6, 7, 8, และก็ 9 ของการสัมมนาคณะกรรมการบริษัท ครั้งที่ 2/2563

เพราะเหตุว่าภาวะเศรษฐกิจไทยในขณะนี้ที่ชะลอตัว และก็ความไม่เที่ยงแล้วก็ความรู้สึกกังวลจากสภาวะโรคระบาดโควิด-19 ที่เกิดขึ้นทั้งยังในประเทศไทยแล้วก็ทั่วทั้งโลก ซึ่งทำให้เกิดผลกระทบอย่างหนักต่อภาวะตลาดค้าหุ้นที่ดรรชนีน้อยลงมากยิ่งกว่า 300 จุด ในตอน 2 อาทิตย์ก่อนหน้านี้ รวมทั้งทำให้เกิดผลเสียสม่ำเสมอถึงราคาหุ้นของบริษัท รวมถึงทำให้ภาวะตลาดหุ้นกำเนิดสถานการณ์ผันแปรที่ไม่สามารถที่จะเดาได้ แล้วก็ยังไม่มีแนวโน้มที่เด่นชัดว่าสถานการณ์ดังกล่าวมาแล้วข้างต้นจะสิ้นสุดลงเมื่อใด คณะกรรมการบริษัทก็เลยได้ตรึกตรองและก็ลงความเห็นเป็นเอกฉันท์เห็นสมควรยกเลิกความเห็นที่เกี่ยวพันกับการเพิ่มทุนเพื่อการจดทะเบียนดังกล่าวข้างต้น

ก่อนหน้าที่ผ่านมา คณะกรรมการบริษัทอนุมัติลดทุนเพื่อการจดทะเบียนโดยตัดหุ้นที่ยังไม่ได้ออกวางขาย จากนั้นให้เพิ่มทุนเพื่อการจดทะเบียนเป็น 2,345,970,930 บาท จากเดิม 1,759,478,200 บาท โดยออกหุ้นใหม่ 117,298,546 หุ้น ค่าที่ยี่ห้อไว้ (พาร์) หุ้นละ 5 บาท จัดสรรให้กับผู้ถือหุ้นเดิมตามสัดส่วนการมีหุ้นส่วน (RO) ในอัตราส่วน 3 หุ้นเดิมต่อ 1 หุ้นใหม่ ที่ราคาหุ้นละ 20 บาท

โดยจะนำเงินจากการเพิ่มทุนในคราวนี้ราว 2,345 ล้านบาท ไปใช้เป็นเงินทุนหมุนเวียนสำหรับในการดำเนินธุรกิจเช่าซื้อรถยนต์ซึ่งเป็นธุรกิจหลัก ในตอนที่คาดว่าจะมียอดปลดปล่อยสินเชื่อใหม่ในปี 63 โดยประมาณ 29,000 ล้านบาท

 

 

แหล่งที่มา.. https://www.ryt9.com/s/iq10/3106774